ข่าวประชาสัมพันธ์ ระหว่างวันทที่ 1 - 15 ตุลาคม 2569

ข่าวประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี

วันที่ 1 – 15 ตุลาคม 2569

*************************************************

ขอเชิญเที่ยวงานประเพณีวิ่งควายจังหวัดชลบุรี

        นายองอาจ ประเสริฐจิตต์ นายกเทศมนตรีเมืองชลบุรี เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลออกพรรษา จังหวัดชลบุรีได้จัดกิจกรรมหนึ่งเดียวในไทย หนึ่งเดียวในโลก คือ ประเพณีวิ่งควาย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 25 ตุลาคม 2569 โดยวันที่ 25 ตุลาคม 2569 เป็นวันวิ่งควาย ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

         สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย ริ้วขบวนเกวียนกัณฑ์ 13 กัณฑ์ การแข่งขันวิ่งควาย 6 รุ่น ประกวดควายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และควายเผือก เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์ควายไทย การประกวดตกแต่งควายประเภทสวยงาม และประเภทความคิดสร้างสรรค์ สนุกสนานไปกับการแข่งขันกีฬาไทยพื้นบ้าน เช่น ปีนเสาน้ำมัน ยิงเป้าด้วยหนังสติ๊ก ตะกร้ออัดห่วง ปริศนาคำทาย ฯลฯ

        อีกทั้งยังมี การประกวดหนุ่มบ้านนา การประกวดน้องนางบ้านนา การประกวดสาวเหลือน้อยบ้านนา การจำหน่ายสินค้า OTOP ของดีจังหวัดชลบุรีที่เลื่องชื่อ การจัดพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พิธีทำขวัญควาย มหกรรมตลาดนัดพระเครื่อง การประกวดเพ้นท์สีควายปูนปั้นหัวข้อ "The Soft Power of Chonburi" วาดภาพระบายสีในหัวข้อเกี่ยวกับจังหวัดชลบุรี และสนุกสนานกับมหรสพต่าง ๆ ที่เปิดให้ชมฟรี ตลอดงาน

ปริญญา/ข่าว

*********************************

เทศบาลเมืองศรีราชาเตรียมจัดงานประกวดวาดภาพ ครั้งที่ 25

         เทศบาลเมืองศรีราชาเตรียมจัดงานประกวดวาดภาพ ครั้งที่ 25 ภายใต้แนวคิด “ศรีราชา เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว” เปิดพื้นที่ส่งเสริมจินตนาการและความสามารถด้านศิลปะ พร้อมเปิดประมูลภาพวาดจากศิลปินและผู้ชนะการประกวด

         เทศบาลเมืองศรีราชาเตรียมจัด งานประกวดวาดภาพ ครั้งที่ 25 ภายใต้ชื่อ “ศรีราชา เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว” เพื่อเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน ประชาชน ตลอดจนผู้ที่มีความสนใจและมีความสามารถด้านศิลปะการวาดภาพ ได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และมุมมองที่มีต่อเมืองศรีราชาผ่านผลงานศิลปะ ตลอดจนร่วมส่งเสริมภาพลักษณ์ของศรีราชาในฐานะเมืองที่มีความน่าอยู่และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย

         นางสาวกรวรรณ เตมียศร รองนายกเทศมนตรีเมืองศรีราชา เปิดเผยว่า เทศบาลเมืองศรีราชากำหนดจัด งานประกวดวาดภาพ ครั้งที่ 25 “ศรีราชา เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว” ในวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป ณ สวนสุขภาพเทศบาลเมืองศรีราชา โดยกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 25 นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมที่เทศบาลเมืองศรีราชาให้ความสำคัญ และมุ่งหวังให้เป็นเวทีสำหรับส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านศิลปะของผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกระดับ

         สำหรับการประกวดวาดภาพในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประกวดจะได้ถ่ายทอดแนวคิดและจินตนาการผ่านผลงานศิลปะ ภายใต้แนวคิด “ศรีราชา เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว” ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่มีต่อวิถีชีวิต สถานที่สำคัญ บรรยากาศ ความสวยงาม ตลอดจนเอกลักษณ์และเสน่ห์ของเมืองศรีราชา อันจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการรับรู้ถึงคุณค่าของพื้นที่ผ่านมุมมองทางศิลปะและความคิดสร้างสรรค์

         นอกจากกิจกรรมการประกวดวาดภาพในระดับต่าง ๆ แล้ว เทศบาลเมืองศรีราชายังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะ นักสะสม และประชาชนทั่วไป ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมในรูปแบบที่หลาก หลาย โดยเตรียมจัดกิจกรรมประมูลภาพวาด ซึ่งเป็นผลงานที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ทั้งผลงานของผู้ชนะการประกวดและผลงานจากศิลปินอิสระ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสนใจสามารถเลือกสะสมผลงานศิลปะที่ชื่นชอบในราคาที่สามารถเข้าถึงได้

         กิจกรรมการประมูลภาพวาดจะเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งนอกจากจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยสร้างสีสันภายในงานแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้เผยแพร่ผลงานและสร้างโอกาสในการเข้าถึงงานศิลปะของประชาชน ตลอดจนส่งเสริมบรรยากาศด้านศิลปวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

          เทศบาลเมืองศรีราชาขอเชิญชวนเด็ก เยาวชน ประชาชน ผู้รักงานศิลปะ ศิลปิน และผู้สนใจทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ งานประกวดวาดภาพ ครั้งที่ 25 “ศรีราชา เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว” ในวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2569 ณ สวนสุขภาพเทศบาลเมืองศรีราชา ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป พร้อมร่วมชมผลงานและติดตามกิจกรรมประมูลภาพวาดตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป

          ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองการศึกษา เทศบาลเมืองศรีราชา โทรศัพท์ 0 3832 7888 ต่อ 143 หรือ 144

ปริญญา/ข่าว

************************************

สำนักพุทธฯ เตือนภัยแก๊งมิจฉาชีพหลอกเจ้าอาวาสช่วงเทศกาลกฐิน อ้างถวายปัจจัยก้อนโต แต่เรียกเก็บค่าดำเนินการล่วงหน้า

         สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เตือนวัดทั่วประเทศเฝ้าระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสช่วงเทศกาลกฐิน หลอกเจ้าอาวาสให้โอนเงินล่วงหน้า โดยแอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียงจะถวายปัจจัยสมทบกฐิน หรือมอบครุภัณฑ์และสิ่งของมูลค่าสูง ย้ำหากถูกเรียกเก็บค่าดำเนินการก่อน ให้สงสัยว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ พร้อมขอให้ไวยาวัจกรและผู้ใกล้ชิดช่วยดูแลและให้คำแนะนำแก่เจ้าอาวาสอย่างใกล้ชิด

        ช่วงหลังออกพรรษาเป็นช่วงเทศกาลกฐิน ซึ่งพุทธศาสนิกชนและคณะศรัทธาจำนวนมากร่วมกันจัดพิธีถวายผ้ากฐินและปัจจัยเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าวกลับมีความเสี่ยงที่วัดจะตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้วิธีหลอกลวงเจ้าอาวาสให้โอนเงินจนสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของวัด

         สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้เผยแพร่ข้อความเตือนภัยเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงเจ้าอาวาสในช่วงเทศกาลกฐิน โดยระบุว่า เริ่มมีกรณีวัดถูกหลอกให้โอนเงินล่วงหน้าแล้ว กลุ่มมิจฉาชีพมักแอบอ้างว่ามีบุคคลที่มีชื่อเสียงประสงค์จะถวายปัจจัยสมทบกฐินที่วัดได้รับ หรือจะมอบปัจจัยและครุภัณฑ์จำนวนมากให้แก่วัด แต่มีเงื่อนไขว่าต้องชำระค่าดำเนินการล่วงหน้าก่อน

       ขอให้เจ้าอาวาสและผู้เกี่ยวข้องพึงระมัดระวัง โดยเฉพาะกรณีที่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลติดต่อมาเสนอถวายเงินหรือสิ่งของให้แก่วัด แต่กลับเรียกร้องให้เจ้าอาวาสหรือไวยาวัจกรโอนเงินเป็นค่าดำเนินการก่อน พร้อมกล่าวอ้างว่าวัดจะได้รับปัจจัยหรือสิ่งของมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเรียกเก็บเงินจำนวนเท่าใดก็ตาม ควรตั้งข้อสงสัยและตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ

       ทั้งนี้ กลุ่มมิจฉาชีพอาจใช้วิธีการและข้ออ้างที่หลากหลาย รวมถึงสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เจ้าอาวาสเกิดความเกรงใจหรือยากที่จะปฏิเสธ จึงขอให้ไวยาวัจกร กรรมการวัด และบุคคลใกล้ชิดเจ้าอาวาสช่วยถวายคำแนะนำ ตลอดจนร่วมตรวจสอบข้อมูลของผู้ติดต่อและรายละเอียดการถวายปัจจัยหรือสิ่งของให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง

        สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขอเน้นย้ำให้ทุกวัดเพิ่มความระมัดระวังในการรับการถวายปัจจัยและสิ่งของในช่วงเทศกาลกฐิน โดยยึดหลักสำคัญว่า หากผู้ที่อ้างว่าจะถวายเงินหรือสิ่งของให้วัดเรียกเก็บค่าดำเนินการล่วงหน้า ควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวง และอย่าเพิ่งโอนเงินจนกว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างแน่ชัด เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินของวัดและรักษาประโยชน์ของพระพุทธศาสนา

ปริญญา/ข่าว

**********************************

สาธารณสุขเตือนประชาชนระวัง “โรคที่มากับน้ำท่วม” แนะดูแลสุขภาพและป้องกันตนเอง ลดความเสี่ยงเจ็บป่วย

         ช่วงฤดูฝนประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง หลังหลายพื้นที่ของประเทศไทยมีฝนตกชุกและเกิดน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน บ้านเรือน พื้นที่การเกษตร และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย นอกจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตแล้ว ยังอาจส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน เนื่องจากน้ำท่วมและน้ำขังเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคและทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น

        โดยเฉพาะในระยะแรกของการเกิดน้ำท่วม น้ำอาจยังไม่สกปรกมากนัก แต่เมื่อมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน น้ำอาจปะปนกับสิ่งปฏิกูล ขยะ น้ำเสียจากครัวเรือน รวมถึงเชื้อโรคและสารปนเปื้อนต่าง ๆ ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค หากประชาชนมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วมเป็นเวลานาน ก็อาจเพิ่มโอกาสในการสัมผัสเชื้อโรคและเกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้

        โรคและปัญหาสุขภาพที่ควรเฝ้าระวังในช่วงน้ำท่วม ได้แก่ โรคผิวหนัง โรคน้ำกัดเท้าหรือเท้าเปื่อย โรคอุจจาระร่วง โรคฉี่หนู โรคตาแดง รวมถึง ปัญหาความเครียดและสุขภาพจิต จากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิต ทรัพย์สิน การประกอบอาชีพ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์น้ำท่วม

         โรคผิวหนังและโรคน้ำกัดเท้า อาจเกิดจากการที่ผิวหนังต้องสัมผัสน้ำสกปรกเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณเท้าและซอกนิ้วเท้า ทำให้ผิวหนังเปื่อย เกิดผื่น คัน หรือมีบาดแผล ซึ่งหากมีแผลและสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

        โรคอุจจาระร่วง สามารถเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ประชาชนจึงควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด และล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่อาจปนเปื้อนจากน้ำท่วม

        โรคฉี่หนู เป็นอีกหนึ่งโรคที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงน้ำท่วม โดยเชื้อสามารถปนเปื้อนอยู่ในน้ำหรือดินที่มีปัสสาวะของสัตว์ โดยเฉพาะหนู หากประชาชนมีบาดแผลหรือรอยถลอกที่ผิวหนังและต้องเดินลุยน้ำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการลุยน้ำโดยไม่จำเป็น และหากจำเป็นควรสวมรองเท้าหรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม

        โรคตาแดง อาจเกิดจากการสัมผัสน้ำหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น และควรล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

       นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมยังอาจส่งผลกระทบต่อ สุขภาพจิต ของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ประสบความสูญเสียหรือได้รับความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน และอาชีพ อาจเกิดความวิตกกังวล เครียด นอนไม่หลับ หรือรู้สึกท้อแท้ หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีความเครียดรุนแรงหรือมีอาการผิดปกติ ควรพูดคุยกับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หรือขอคำปรึกษาจากบุคลากรสาธารณสุข

         สาธารณสุขขอแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมดูแลและป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำโดยไม่จำเป็น หากต้องสัมผัสน้ำควรสวมรองเท้าบู๊ตหรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม หลังสัมผัสน้ำควรรีบล้างร่างกายและทำความสะอาดเท้าให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ หากมีบาดแผลควรปิดแผลให้มิดชิดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรก

         ทั้งนี้ ควรรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาด ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ และรักษาสุขอนามัยภายในบ้าน หากพบว่ามีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อผิดปกติ ท้องเสียอย่างรุนแรง ตาแดง หรือมีบาดแผลติดเชื้อ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสน้ำท่วม ควรรีบพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม

ปริญญา/ข่าว

*****************************************

กรมการจัดหางาน ส่งเสริมประชาชนมีอาชีพ หนุนผู้รับงานไปทำที่บ้านเข้าถึงแหล่งทุน เพิ่มโอกาสสร้างรายได้

           นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานส่งเสริมให้ประชาชนมีงานทำ มีอาชีพ และมีรายได้ ทั้งการทำงานในสถานประกอบการและการประกอบอาชีพอิสระ การรับงานไปทำที่บ้านเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำทักษะและฝีมือมาใช้ประกอบอาชีพ  กรมการจัดหางานได้เข้าไปส่งเสริมและให้คำปรึกษา สนับสนุนการรวมกลุ่ม และพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับดำเนินงานและต่อยอดการผลิต

          นายสมาสภ์ฯ กล่าวว่า การรับงานไปทำที่บ้านเป็นการรับงานจากผู้จ้างงานมาผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม หรือแปรรูปสิ่งของตามที่ตกลงกัน ณ บ้านหรือสถานที่ซึ่งมิใช่สถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน เช่น งานตัดเย็บ งานประดิษฐ์ และงานหัตถกรรม สามารถดำเนินงานได้ทั้งรายบุคคลและการรวมกลุ่ม ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้จดทะเบียนเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านกับกรมการจัดหางานจำนวน 873 ราย/กลุ่ม ประกอบด้วยรายบุคคล 323 ราย และกลุ่มบุคคล 550 กลุ่ม ซึ่งมีสมาชิก 4,464 คน รวมผู้รับงานไปทำที่บ้านทั้งสิ้น 4,787 คน

             สำหรับผู้รับงานไปทำที่บ้านที่ต้องการเงินทุน กรมการจัดหางานมี “กองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน” เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับกู้ยืมไปซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการผลิต หรือขยายการผลิต โดยรายบุคคลกู้ได้ไม่เกิน 50,000 บาท ชำระคืนภายใน 2 ปี กลุ่มบุคคลกู้ได้ไม่เกิน 300,000 บาท กำหนดระยะเวลาชำระคืนสูงสุดไม่เกิน 5 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี มีระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นไม่เกิน 4 งวด ผู้ขอกู้ต้องจดทะเบียนเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านกับกรมการจัดหางาน และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของกองทุนฯ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กองทุนฯ ได้ปล่อยกู้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านจำนวน 20 ราย/กลุ่ม รวมเป็นเงิน 3,500,000 บาท

           นอกจากการส่งเสริมอาชีพและสนับสนุนแหล่งเงินทุน กรมการจัดหางานขอเชิญชวนผู้รับงานไปทำที่บ้านเข้าเว็บไซต์ “คนทำงานอิสระ” ที่  khonthamngan.doe.go.th เพื่อนำเสนอทักษะ ผลงาน และประกาศรับงาน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ว่าจ้างค้นหาและติดต่อผู้รับงานที่ตรงกับความต้องการ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

          ผู้สนใจสามารถจดทะเบียนเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือผ่านทางเว็บไซต์ กองส่งเสริมการมีงานทำ www.doe.go.th/vgnew โทร. 0 2245 1317 หรือที่สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1506 กด 2

ปริญญา/ข่าว

********************************

กรมการจัดหางาน ชวนนายจ้าง – สถานประกอบการ แจ้งให้สิทธิ ม.35 เปิดโอกาสคนพิการมีงาน มีอาชีพ สร้างรายได้ ภายใน 31 ธ.ค. 69

         นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานขอเชิญชวนนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ รวมถึงคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ยื่นแจ้งการให้และขอรับสิทธิตามมาตรา 35 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2569 โดยกรมการจัดหางานเป็นหน่วยงานทำหน้าที่ให้บริการรับเรื่องการยื่นให้สิทธิจากนายจ้าง/สถานประกอบการ และการขอรับสิทธิของคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10

           นายสมาสภ์ กล่าวว่า กฎหมายกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการที่สามารถทำงานได้เข้าทำงาน ในอัตราส่วนลูกจ้างที่ไม่ใช่คนพิการ 100 คน ต่อคนพิการ 1 คน เพื่อส่งเสริมให้คนพิการมีโอกาสเข้าถึงการทำงานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ หากนายจ้าง/สถานประกอบการ หรือหน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จ้างงานคนพิการ หรือส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สามารถเลือกดำเนินการให้สิทธิตามมาตรา 35 แทนได้ โดยมูลค่าของสัญญาต้องไม่น้อยกว่า 123,005 บาทต่อคนต่อปี

             สำหรับการให้สิทธิตามมาตรา 35 แบ่งเป็น 7 ประเภท ได้แก่ 1. การให้สัมปทาน 2. การจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ 3. การจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ 4. การฝึกงาน 5. การจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก 6. การจัดให้มีบริการล่ามภาษามือ และ 7. การให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการ โดยเปิดรับแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคมของแต่ละปี

            “มาตรา 35 เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมโอกาสทางอาชีพให้แก่คนพิการ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้สามารถประกอบอาชีพใกล้บ้าน มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ภาคภูมิใจในศักยภาพของตนเอง รวมทั้งได้รับการยอมรับและยกย่องจากสังคม กรมการจัดหางานจึงขอเชิญชวนนายจ้างและสถานประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโอกาสและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

          ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ต.ค 68 – ก.ย. 69) มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้รับสิทธิตามมาตรา 35 จำนวน 20,366 คน โดยมีนายจ้างทั้งภาคเอกชนและภาครัฐให้สิทธิรวม 2,927 แห่ง ก่อให้เกิดรายได้แก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการประมาณกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมโอกาสทางอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ

          นายจ้าง/สถานประกอบการที่ประสงค์ให้สิทธิ และคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการที่ต้องการขอรับสิทธิตามมาตรา 35 สามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2

ปริญญา/ข่าว

*****************************************

กินเจไม่จำเจ! อย. ชวนอัปสกิลเลือกอาหาร ปลอดภัยใส่ใจสุขภาพ

         อย. ชวนประชาชนร่วมเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 เลือกบริโภคอาหารเจอย่างปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ และระมัดระวังสารปนเปื้อนในอาหาร แนะเลือกซื้ออาหารเจสำเร็จรูปที่มีฉลากถูกต้อง ตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ เลือกผักผลไม้สดใหม่และล้างให้สะอาดก่อนรับประทาน พร้อมส่งเสริมการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดเทศกาล

          นายแพทย์พิเชษฐ พืดขุนทด รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า วันที่ 10 – 18 ตุลาคมนี้ อยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากงดบริโภคเนื้อสัตว์และหันมารับประทานอาหารจากพืช อย่างไรก็ตาม การเลือกอาหารเจให้เหมาะสมและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอาหารเจสำเร็จรูปและผลิตภัณฑ์อาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์ที่มีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย อย. จึงแนะนำให้ผู้บริโภคอ่านฉลากอาหารอย่างละเอียด โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากภาษาไทย แสดงชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร 13 หลัก ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ส่วนประกอบสำคัญ น้ำหนักสุทธิ และวันผลิตหรือวันหมดอายุอย่างชัดเจน รวมทั้งเลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่บรรจุภัณฑ์ชำรุดหรือมีลักษณะผิดปกติ

          สำหรับการเลือกซื้อผักและผลไม้สด ควรเลือกที่สดใหม่ มีสีสันตามธรรมชาติ ไม่มีคราบสารเคมีหรือสิ่งสกปรกตกค้าง และควรเลือกบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาล พร้อมล้างให้สะอาดก่อนนำมาปรุงอาหารหรือรับประทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้างและสิ่งปนเปื้อน นอกจากนี้ ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เนื่องจากอาหารเจบางชนิดอาจมีปริมาณแป้ง น้ำตาล ไขมัน หรือโซเดียมสูง โดยเฉพาะอาหารแปรรูปและอาหารที่ผ่านการปรุงรสจัด จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ” เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกอาหารที่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

          รองเลขาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า อย. มีการเฝ้าระวังคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารเจอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเฝ้าระวังสารปนเปื้อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค หากมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai หรือ E-mail : 1556@fda.moph.go.th ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

ปริญญา/ข่าว

************************************

Visitors: 441,842